ภูมิทัศน์เมือง: ความอัปลักษณ์ของต้นไม้ใหญ่

คอลัมน์: น่ารู้ชวนคิด

 

ภูมิทัศน์เมือง: ความอัปลักษณ์ของต้นไม้ใหญ่

 

ผู้เขียน ศ.กิตติคุณ เดชา บุญค้ำ
ศาสตราจารย์กิตติคุณแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ภูมิสถาปัตยกรรม) พ.ศ. 2549
ภาคีสมาชิกสำนักศิลปกรรม ราชบัณฑิตยสถาน สาขาภูมิสถาปัตยกรรม
และกรรมการที่ปรึกษาโครงการเทศบาลไทยมุ่งสู่เมืองคาร์บอนต่ำฯ

 

ต้นไม้ใหญ่ในเกือบทุกเมืองในประเทศไทยอัปลักษณ์มากขึ้นทุกขณะ จำนวนต้นไม้ที่ปลูกเพิ่มก็แลดูอัปลักษณ์ตั้งแต่เริ่มลงปลูก ต้นไม้ใหญ่กับเมืองอยู่ด้วยกันมานานตั้งแต่สมัยโบราณ ต้นไขนาดใหญ่ในเมืองมีความสง่างาม สามารถสร้างความปีติยินดีและความรื่นรมย์แท้จริงแก่ผู้อยู่อาศัยและแก่นักท่องเที่ยว ผู้มาเยือน โดยสร้างประทับใจได้นานขึ้น นอกจากนี้ ต้นไม้ใหญ่ยังช่วยลดอุณหภูมิ ช่วยประหยัดพลังงานและลดการปล่อยคาร์บอนได้มากอีกด้วย

 

        เมืองอายุยืน ต้นไม้ก็อายุยืน ต้นไม้ใหญ่จึงเป็นสัญลักษณ์ที่สร้างภาพลักษณ์ของเมืองได้เป็นอย่างดี  นอกเหนือจากสถาปัตยกรรมและสิ่งปลูกสร้าง แต่ในอีกมุมหนึ่ง ต้นไม้ใหญ่ก็สร้างปัญหาแก่เมืองไม่น้อย ทั้งด้านความปลอดภัย การกีดขวางและความเสียหายแก่สาธารณูปโภค 

คุณประโยชน์ของต้นไม้ใหญ่ในเมือง 

          ต้นไม้ใหญ่ในเมืองเพิ่มคุณค่าแก่เมืองได้ทั้งในด้านเศรษฐกิจและด้านนิเวศวิทยา ความสวยงามและความสง่างาม ความยิ่งใหญ่ของต้นไม้จึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่ท้าให้เมืองดึงดูดนักท่องเที่ยวมากขึ้น อสังหาริมทรัพย์ ที่มีต้นไม้ใหญ่ร่มรื่นสวยงามขายได้ราคาสูงกว่าอสังหาริมทรัพย์ที่โล่งร้อนขาดต้นไม้ บางกรณีสูงกว่าโครงการลักษณะเดียวกันมากถึงร้อยละ 20   

          ในด้านการประหยัดพลังงาน ต้นไม้ขนาดใหญ่สามารถลดความร้อนที่เกิดจากการดูดซับพลังงานความร้อนและการคายน้ำได้มากเท่ากับเครื่องปรับอากาศขนาด 20,000 BTU   2 เครื่องที่เปิดวันละ 8 ชั่วโมง ต้นไม้ใหญ่คลุมพื้นที่ 200 ตารางเมตร ผลิตออกซิเจนพอเพียงสำหรับมนุษย์ 1 คน ตลอดอายุขัย พื้นผิวจำนวนมากที่แผ่คลุมด้วยพุ่มใบยังช่วยลดความร้อนที่เกิดจากปรากฏการณ์เกาะความร้อนเมืองได้อีกด้วย 

          ในเชิงนิเวศวิทยา ต้นไม้ในเมืองยังเป็นที่อยู่ของสัตว์ต่างๆ โดยเฉพาะนกและสัตว์เลื้อยคลานหลายชนิด  สวนสาธารณะที่มีต้นไม้มากมีนกมาใช้เป็นที่อาศัยพักพิงและขยายพันธุ์จำนวนมาก สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ เมื่อปี 2541 มีนกมาอาศัยอยู่มากกว่า 30 ชนิดรวมทั้งนกหายากหลายชนิด (วรัษยา สุนทรศารทูล, ความสัมพันธ์ระหว่างชนิดนก พันธุ์พืช และการจัดการสวนสาธารณะเขตกรุงเทพมหานคร. วิทยานิพนธ์ (วท.ม.) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2542)  ปัจจุบันมีมาเพิ่มอีกหลายชนิด

 

ปัญหาของต้นไม้ในเมือง 

          ต้นไม้ใหญ่ในเมืองมีทั้งต้นไม้ถนนและต้นไม้ในสถานที่ต่างๆ  ต้นไม้เหล่านี้เมื่อเติบโตมีขนาดใหญ่ขึ้นมักสร้างปัญหา ปัญหาที่พบบ่อย ได้แก่ การระสายไฟฟ้า ทำให้ไฟฟ้าดับ ระบบรากดันพื้นหรือขอบทางเท้า  เบียดแทรกอาคารหรือกำแพง รวมทั้งรากฝอยที่เข้าหากินในท่อระบายน้ำ ทำให้ท่อน้ำอุดตัน นอกจากนี้ ยังอาจโค่นล้มทับคนหรือทรัพย์สินเสียหาย ซึ่งบางครั้งมีอันตรายถึงชีวิต ด้วยสาเหตุเหล่านี้เองที่เปรียบเสมือนคำพิพากษาที่ทำให้ต้นไม้ใหญ่ในเมืองต้องโทษ ถูกกุดกิ่ง บั่นยอด ริดพุ่มใบทิ้ง จนกลายเป็นสิ่งอัปลักษณ์ที่สร้างความอุจาดตาและตรอมใจแก่ผู้รักต้นไม้ที่พบเห็น รวมทั้งนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

 

ความอัปลักษณ์ของต้นไม้ใหญ่ในเมือง 

          ความอัปลักษณ์ของต้นไม้ใหญ่ในเมืองเกิดจากการตัดแต่งดูแลที่ผิดวิธี ขาดความเข้าใจในสรีระและการดำรงชีวิตของต้นไม้ ไม่ใช้หลักวิชาที่ถูกต้องและใช้บุคลากรผู้มีความรู้เฉพาะมาดำเนินการ เมื่อตัดแต่งทั้งด้วยวิธีที่ผิดและด้วยช่วงเวลาที่ผิด ต้นไม้จึงอ่อนแอลงไปเรื่อยๆ มีรูปร่างพิกลพิการจนน่าสมเพท ไม่สามารถส่งอาหารไปสร้างระบบรากได้พอเพียง ระบบรากจึงไม่สมดุลกับขนาดต้นและทรงพุ่มข้างบนมีใบน้อยลงเรื่อยๆ นอกจากรากจะดูดน้ำและหาอาหารส่งขึ้นไม่พอแล้ว  การแผ่ขยายเพื่อยึดลำต้นจึงหยุดลงและโค่นล้มได้ง่ายดายจากลมพายุฝนธรรมดา 

          ความอัปลักษณ์ดังกล่าว นอกจากการมีทั้งรูปร่างที่พิกลพิการแล้ว ผิวพรรณลำต้นยังเต็มไปด้วยแผล พุ่มใบก็เบาบางเต็มไปด้วยกิ่งแห้งกิ่งผุ ไม่สามารถให้ร่มเงาและผลิตออกซิเจนแก่มนุษย์ได้เท่าที่ควร บางครั้งยังปลูก ผิดตำแหน่งผิดชนิดอีกด้วย ยิ่งอัปลักษณ์มากขึ้นเท่าใดดูเหมือนกลับจะถูกลงโทษมากขึ้นด้วยการถูกตัดพุ่มใบทิ้ง ในทุกๆ ช่วงต้นฤดูหากินของต้นไม้ใหญ่ที่เพิ่งจะใช้พลังงานที่สะสมไว้อย่างยากเย็นเมื่อฤดูที่แล้วมาลงทุนแตกใหม่ เพื่อเตรียมเอาชีวิตให้รอด ปัญหาต่างๆ ดังกล่าวล้วนเกิดจากฝีมือมนุษย์ผู้มีหน้าที่ดูแลเสียเป็นส่วนใหญ่ เกิดตามธรรมชาติน้อยมาก และฝีมือดังกล่าวที่มีผู้เรียกในต่างประเทศว่า “The butcher” บ้าง “The killer” บ้าง ในหนังสือบางเล่มเรียกการกระทำในลักษณะนี้ว่าเป็น “อาชญากรรมต่อธรรมชาติ” (Crime against nature) 

           สำหรับในประเทศไทยแล้ว อาจเรียกได้ว่าเป็นอวิชชาของผู้มีหน้าที่ หมายถึง การปล่อยปละละเลยไม่ยอมมีความรู้เกี่ยวกับการดูแลต้นไม้ใหญ่ในเมืองที่ถูกต้อง ทั้งหๆ ที่ความรู้นี้แสวงหาได้ทั่วไปโดยไม่ยาก ไม่ใช้คนที่มีความรู้ที่ถูกต้องเป็นผู้ทำ หรือมิฉะนั้นอาจจะรู้ด้วยความมั่นใจอย่างผิดๆ ที่เรียกว่า “เหตุผลวิบัติ” (Fallacy) ที่ใช้หลักวิชาการตัดแต่งต้นไม้ผลตามสวนผลไม้มาใช้กับการดูแลต้นไม้ใหญ่ในเมือง 

        

สาเหตุแห่งความอัปลักษณ์ของต้นไม้ใหญ่ในเมืองของประเทศไทยอาจสรุปได้ดังนี้  

           1)  ผู้มีหน้าที่และประชาชนมองไม่เห็นคุณค่าของต้นไม้ใหญ่ ทั้งในด้านสุนทรี ด้านนิเวศวิทยา ด้านการประหยัดพลังงานและการลดการปล่อยคาร์บอน 

          2)  ผู้มีหน้าที่ดูแลต้นไม้ใหญ่และประชาชนทั่วไปขาดความตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลเอาใจใส่ต้นไม้ใหญ่ในเมืองที่ถูกต้อง 

          3)  ผู้มีหน้าที่ขาดองค์ความรู้ในการดูแลจัดการ หรือ มีองค์ความรู้ประเภทเหตุผลวิบัติ ที่ใช้วิธีดูแลจัดการของวิชาพืชสวนไม้ผลมาใช้กับต้นไม้ใหญ่ในเมือง 

          4) การประยุกต์หลักการปฏิบัติต่อต้นไม้ใหญ่ไม่ตรงประเภทหน้าที่และการใช้งานของต้นไม้ 

 

การแก้ปัญหาเชิงแนวคิด 

          ในเชิงของวิทยาศาสตร์หรือวิทยาการพื้นฐาน เช่น วิทยาศาสตร์พืช (Plant Science) ชีววิทยา (Biology) หรือพฤกษศาสตร์ (Botany) ต้นไม้ผลและต้นไม้ใหญ่ในเมืองรวมถึงพืชพรรณไม้ทุกชนิดย่อมเหมือนกัน แต่เมื่อ เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหรือการดูแลจัดการ ความแตกต่างย่อมเกิดขึ้นเพราะเป้าหมายหรือผลที่ต้องการให้เกิดแตกต่างกัน

         ผู้ปลูกไม้ผลต้องการผลที่ดกมีขนาดใหญ่ การเก็บเกี่ยวต้องง่ายยิ่งเตี้ยจึงยิ่งดี ไม่ต้องพะวงถึงความงามของรูปทรง พร้อมที่จะโค่นทิ้งเมื่อต้นแก่ให้ผลน้อยลงแทนด้วยพันธุ์ใหม่ที่ดีกว่า หรือบั่นยอดทิ้งเหลือตอเตี้ยแล้ว บำรุงให้แตกกิ่งใหม่ ในขณะที่ต้นไม้ใหญ่ในเมืองต้องการรูปทรงที่สง่างาม อายุยืนยาวแข็งแรง โครงสร้างโปร่งลมพายุ สูงพ้นศีรษะหรือพ้นรถบรรทุกหรือแม้แต่พ้นสายไฟแรงต่ำ ลำต้นเดี่ยวไม่เกะกะ มีทรงพุ่มแผ่เหมือนร่ม เพื่อการใช้พื้นที่ใต้ต้นได้เต็มที่ ไม่มีกิ่งหรือโพรงผุและที่สำคัญที่สุด คือ การให้มีระบบรากที่สมบูรณ์แข็งแรงให้สามารถยึดต้นไม่ให้โค่นล้มโดยง่ายโดยไม่ดันพื้นหรือขอบทางเท้า 

          ในเมื่อหลักการและเป้าหมายต่างกัน การจัดการและการปฏิบัติเพื่อการดูแลจึงแตกต่างกัน ซึ่งในบางกรณีต่างกันเกือบสิ้นเชิง เช่น การบั่นยอด (Topping) อันเป็นเหตุที่ทำให้ต้นไม้ในเมืองอ่อนแอ น่าเกลียด เกิดโพรงผุกลางลำต้น ระบบรากไม่แข็งแรงและโค่นล้มหรือยืนต้นตายในที่สุด ดังที่ได้ปรากฏให้เห็นตามถนนในกรุงเทพฯ  มากขึ้นเรื่อยๆ สร้างความหดหู่ใจแก่คนรักต้นไม้ทั่วไปจำนวนมากทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ในขณะที่ หลักการบั่นยอดต้นผลไม้พันธุ์ดีที่แก่และสูงให้เตี้ยลงกลับมีผลดีดังกล่าวมาแล้ว เพราะทำให้ต้นไม้ผลนั้นแตกทรง 

พุ่มใหม่ ตัดสาง ดูแลง่ายและให้บำรุงได้มาก เมื่อติดผลก็ไม่ต้องเสียค่าแรงงานในการเก็บเกี่ยวมากเพราะต้นเตี้ย  นอกจากนี้ ยังมีการให้ปุ๋ยและยาแก่ไม้ผลได้เต็มที่ ในขณะที่ต้นไม้ใหญ่ในเมืองไม่ได้รับการดูแลในลักษณะอย่างเดียวกัน เมื่อโทรมเสียสมดุลแล้วการฟื้นย่อมเป็นไปได้ยาก นอกจากนี้ บางคนยังมีความเข้าใจผิดคิดว่าต้องตัดกิ่ง ตัดในออกอีก ต้นไม้จึงจะแตกใบใหม่ 

          ดังนั้น การแก้ปัญหาเชิงแนวคิดจึงมีความสำคัญที่สุด ผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องระดับสูงตั้งแต่นายกรัฐมนตรี  นายกเทศมนตรี นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดและส่วนตำบล ลงไปถึงหัวหน้าหน่วยปฏิบัติจะต้องเข้าใจแนวคิดพื้นฐานนี้เสียก่อนเพราะเป็นผู้สั่งการ บงการ และว่าจ้างบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติ ซึ่งผู้เกี่ยวข้องเหล่านี้ ต้องมีเข้าใจและรับรู้ถึงความแตกต่างของวิชา “พืชสวน” (Horticulture) และวิชา “รุกขกรรม” (Arboriculture) ว่ามีองค์ความรู้และวิธีปฏิบัติที่แตกต่างกันหลายประการ 

 

หลักการปฏิบัติในการจัดการและดูแลรักษาต้นไม้ใหญ่ในเมือง 

          1) การเลือกชนิด   – เลือกให้ถูกต้องโดยใช้หลักประโยชน์ใช้สอยเป็นตัวน้า (Functional approach) 

          2) การเตรียมกล้า – ต้องเพาะเลี้ยงแบบ “ตัดฝึก” (Training cut) เพื่อให้ได้ “รุกขลักษณ์” ที่เหมาะงาน 

          3) การปลูกและตำแหน่งปลูก – กำหนดตำแหน่งตามประโยชน์ใช้สอยและตามขนาดของต้นไม้ที่โตเต็มที่ 

          4) การตัดแต่ง  – เพื่อป้องกันอันตรายในอนาคต เพื่อความแข็งแรงและเพื่อรูปทรงที่สวยงาม โปร่งลม 

          5) การบริหารจัดการ –ใช้บุคลากรที่มีความรู้ความชำนาญเฉพาะและเครื่องมือที่เหมาะสม 

          6) การจัดการดูแลและการป้องกันอันตราย – ตรวจสุขภาพต้นไม้เป็นกิจวัตร ตัดแต่งกิ่งและรากที่เกะกะ และที่กระทบสาธารณูปโภค ตัดโค่นต้นไม้ป่วยหรือผุกลวง รากไม่เดินทิ้งก่อนล้มทับคนหรือทรัพย์สิน 

 

สาเหตุการอ่อนแอ ผุและโค่นล้มของต้นไม้ใหญ่ในเมือง 

          ความสมดุลระหว่างระบบส่วนบนและระบบส่วนล่าง 

          สาเหตุการอ่อนแอ ผุและโค่นล้มของต้นไม้ใหญ่ในเมืองมีหลายประการ แต่หลักๆ แล้วเกิดจากการขาดความสมดุลระหว่างพุ่มใบส่วนบนและระบบรากใต้ดิน ทั้งระบบพุ่มใบส่วนบนกับระบบรากส่วนล่างทำงานเกื้อหนุน ถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน พุ่มใบจะผลิตพลังงานที่อยู่ในรูปแป้งและน้ำตาลที่ผลิตได้ในปีนั้นมาสร้างระบบรากให้มากที่สุด ในปลายฤดูหากินก่อนการพักตัวช่วงฤดูแล้งหรือฤดูหนาว ในต้นฤดูปีต่อมามันจะใช้พลังงานสะสมที่เหลือจากการสร้างรากมาใช้ในการซ่อมหรือรักษาบาดแผลและใช้ผลิใบและกิ่งก้านใหม่ตามวัฏจักรปกติ 

         ดร. อเล็ก ชิโก (Alex Shigo, Modern Arboriculture, 1991) ผู้ค้นพบสาเหตุ กระบวนการและพฤติกรรมการผุของต้นไม้ใหญ่ที่ต่างจากความรู้เดิมพบว่า สิ่งแรกที่ต้นไม้จะน้าใช้พลังงานที่สะสมไว้ปีที่แล้วไปใช้ก่อนคือการใช้เพื่อการรักษาหรือซ่อมแซมแผลบาดเจ็บตามล้าต้นหรือกิ่งก่อน หรือ ใช้ขนานกันไปกับการผลิกิ่งก้านและใบ บาดแผลที่เกิดจากอุบัติเหตุหรือจากการตัดแต่งจึงมีผลต่อสุขภาพและความแข็งแรงของต้นไม้เป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะต้นไม้แก่ ดังนั้น การตัดแต่งโดยการบั่นยอดหรือตัดพุ่มใบออกหมดจนเหลือแต่ตอหรือกิ่งตอตั้งแต่ต้นฤดู จึงเป็นอาชญากรรมที่ร้ายแรงอันดับหนึ่ง และแน่นอน โดยธรรมชาติต้นไม้ย่อมจะต้องพยายามใช้พลังงานสะสมที่เหลือผลิใบออกมาอีกให้มากที่สุด เพื่อเอาชีวิตรอดและนี่อาจเป็นสิ่งที่ท้าให้คนทั่วไปเข้าใจผิดว่าต้นไม้นั้นถ้ายิ่งตัดก็จะยิ่งแตกใบงาม แต่แน่นอนต้นไม้ผลย่อมท้าได้เพราะมีการดูแลตามด้วยการบ้ารุงใส่ปุ๋ยทั้งทางรากและทางใบ 

       อายุหรือวัยของต้นไม้ 

        ต้นไม้วัยเยาว์มีพลังงานในทุกส่วนสรีระหรือมวลของมันซึ่งเรียกในภาษาวิชาการว่า “มวลพลวัต”  (Dynamic  mass) การตัดส่วนบนมากโดยระบบรากไม่เสียหาย ต้นไม้จะฟื้นตัวเร็วมาก แต่ต้นไม้อายุมากมวลพลวัตจะน้อยลงเป็นล้าดับ “มวลสถิตย์” (Static mass)   จะมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งปกติถือกันว่าต้นไม้ที่โตเต็มวัยคือ ต้นไม้ที่มีสัดส่วน “เนื้อเป็นกับเนื้อตาย” 50:50  หรือ  1:1  ต้นไม้ที่แก่อาจมีมวลสถิตย์มากถึงร้อยละ 75  จากนั้นถ้าสิ่งแวดล้อมไม่อำนวย ต้นไม้จะค่อยๆ สลัดกิ่งก้านทิ้งและค่อยๆ ตายในที่สุด ดังนั้น การตัดพุ่มใบของต้นไม้แก่ทิ้ง จึงเป็นอาชญากรรมร้ายแรงอันดับที่สอง

          การขาดปัจจัยเอื้อชีวิต 

           ต้นไม้เป็นสิ่งมีชีวิตที่ต้องการแสงสว่าง น้ำ แร่ธาตุสำคัญ 13 ชนิด และเนื้อที่ขึ้นหรือปลูกทั้งด้านบนดินและใต้ดิน จุดปลูกที่รากไม่มีที่ไปหรือดินขาดธาตุอาหารหรือมีดินไม่พอ  ย่อมทำให้ต้นไม้ไม่เจริญ ส่วนบนที่คับแคบ พุ่มใบแผ่ขยายรับแสงไม่ได้ ต้นไม้ย่อมไม่เติบโตเท่าที่ควร ซึ่งเมื่อได้รับการกระทบกระเทือนก็จะตายได้โดยง่าย 

          ถูกกระทำโดยโรค แมลง ความเสียหายทางกายภาพ 

           ปกติถ้าโรค แมลงไม่ระบาดผิดปกติ และต้นไม้แข็งแรง มันจะฟื้นตัวได้ง่ายและเร็ว แต่ต้นไม้ที่อ่อนแอจากการตัดแต่งผิดวิธีดังกล่าวจะไม่มีกลไกโดยธรรมชาติในการรักษาตัวเอง เช่น ยางเหนียวที่ซึมปิดรูเจาะของหนอน  หรือเนื้อเปลือกที่งอกปิดบาดแผลที่รวดเร็วก่อนการผุจะลุกลาม เป็นต้น ในด้านไฟ ต้นไม้หลายชนิดมีกลไกรับการไหม้ของไฟป่าได้ดี 

 

สรุป 

           สาเหตุของความพิกลพิการและความอัปลักษณ์ของต้นไม้ใหญ่ในเมืองต่างๆของประเทศไทย อยู่ที่การขาดความรู้ความเข้าใจและการตระหนักถึงความสำคัญของต้นไม้ใหญ่ในเมือง ทั้งๆ ที่องค์ความรู้เฉพาะได้มีและปฏิบัติกันอยู่แล้วทั่วโลก และบ่อยครั้ง การขาดองค์ความรู้ดังกล่าว เกิดจากการปล่อยปละละเลย หรือ อวิชชา คือ ไม่ยอมรู้และไม่ยอมใช้ผู้รู้ ทั้งๆ ที่รู้ว่ามีผู้รู้และองค์ความรู้ใหม่ที่เฉพาะแตกต่างไป หรืออีกนัยหนึ่ง ยังเห็นว่าการใช้หลักปฏิบัติกับต้นผลไม้ใช้ได้ดีกับต้นไม้ในเมืองอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนวิธีปฏิบัติอีก

ที่มา: บทความประกอบการบรรยายของ ศ.กิตติคุณ เดชา บุญค้ำ ณ ห้องประชุมสำนักศิลปกรรม ราชบัณฑิตยสถาน  12  พฤษภาคม 2552

…………………………………………………………………………..

คำศัพท์ควรรู้

• รุกขกรรม (Arboriculture) คือ วิชาชีพว่าด้วยการปลูกและจัดการเกี่ยวกับต้นไม้ใหญ่ (trees) ในงานภูมิทัศน์ เป็นต้น งานรุกขกรรมเกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพของต้นไม้ ดูแลตั้งแต่การคัดเลือก การปลูก การเจริญเติบโต การศัลยกรรม การตัดโค่น การควบคุมโรคและแมลง และรวมถึงการจัดการเกี่ยวกับอันตรายและการพิจารณาในด้านสุนทรียภาพ  วิชารุกขกรรมจึงแตกต่างจากวิชาการป่าไม้ ซึ่งเน้นการผลิตเนื้อไม้เชิงพาณิชย์และผลผลิตจากป่าหรือการทำป่าปลูก (ที่มา เว็บไซด์วิกิพีเดีย)

• รุกขกร (arborist) หรือนักศัลยกรรมต้นไม้ใหญ่ (tree surgeon) คือ นักวิชาชีพที่มีหน้าที่จัดการและดูแลต้นไม้ใหญ่ (ปกติเป็นต้นไม้ใหญ่ในเมืองและในบริเวณอาคารสถานที่ รวมถึงไม้เลื้อยและไม้พุ่มมีแก่นที่เป็นไม้ยืนต้น) ซึ่งรวมถึงงานปลูก งานตัดแต่ง งานค้ำจุน งานป้องกันและรักษาโรคและแมลง หรือโรคพืชอื่น งานป้องกันการถูกฟ้าผ่า และงานโค่นต้นไม้ นอกจากนี้ยังรวมงานวางแผน งานให้คำปรึกษา การทำรายงานและการเป็นพยานศาลในฐานะผู้เชี่ยวชาญ เนื่องจากต้นไม่ใหญ่มีคุณประโยชน์แก่มวลมนุษย์มาก แต่ต้นไม้ใหญ่ก็มีการดำรงชีวิตที่ซับซ้อน มีขนาดใหญ่โตและมีน้ำหนักมาก ต้นไม้ใหญ่ในเมืองจึงต้องการการเฝ้าระมัดระวังและการดูแลเพื่อเป็นการประกันความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน (ที่มา: เดชา บุญค้ำ ต้นไม้ใหญ่ในงานก่อสร้างและพัฒนาเมือง สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. 2543

 

โครงการเทศบาลไทยมุ่งสู่เมืองคาร์บอนต่ำฯ ขอขอบพระคุณท่านอาจารย์เดชา บุญค้ำ กรรมการที่ปรึกษาโครงการฯ ที่ได้มอบโดยบทความดีๆ เช่นนี้ ไว้เป็นความรู้ เป็นข้อเตือนใจ เป็นข้อควรปฏิบัติ แก่ชาวเทศบาลคาร์บอนต่ำนำร่อง

 

 

“The Butcher”ประติมากรรมถากถางที่มีแรงบันดาลใจจากความฉุนเฉียวที่มีต่อการตัดแต่งต้นไม้ใหญ่ที่ผิดวิธีของเจ้าหน้าที่เมืองหนึ่งในสหรัฐอเมริกา

 

ศ.กิตติคุณ เดชา บุญค้ำ

 

Dr. Alex Shigo (พ.ศ. 2473-2549) บิดาแห่งรุกขกรรมสมัยใหม่ (Modern Arboriculture)

 

รุกขกร (Arborist) กำลังปีนขึ้นไปตัดแต่งต้นไม้ใหญ่

 

สภาพของต้นอโศกที่ปลูกตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ในวัดเบญจมบพิตร

 

ลำต้นที่ผุ บริเวณถนนราชสีมา กทม.

 

การอุดโพรงผิดวิธีทำให้เปลือกดันออกมา

 

การตัดแต่งที่ไม่ถูกต้อง

 

การตัดแต่งที่ดีบริเวณสายไฟ

 

ผลของการตัดแต่งที่ถูกต้อง